<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>
<channel>
	<title>PHARMAWAY วิถีทางของผู้รักสุขภาพ</title>
	<atom:link href="http://www.pharmaway.co.th/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.pharmaway.co.th</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Tue, 24 Jan 2012 01:15:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>สาขา ฟาร์มาเวย์</title>
		<link>http://www.pharmaway.co.th/2011/10/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b2-%e0%b8%9f%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://www.pharmaway.co.th/2011/10/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b2-%e0%b8%9f%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 08 Oct 2011 02:18:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pharmaway</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.pharmaway.co.th/?p=205</guid>
		<description><![CDATA[]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.pharmaway.co.th/wp-content/uploads/2011/10/RRI.jpg" rel="lightbox[205]"><img class="aligncenter size-full wp-image-208" title="RRI" src="http://www.pharmaway.co.th/wp-content/uploads/2011/10/RRI.jpg" alt="" width="620" height="1320" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pharmaway.co.th/2011/10/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b2-%e0%b8%9f%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โปรโมชั่น!!! ต้อนรับเทศการส่งท้ายปีเก่า</title>
		<link>http://www.pharmaway.co.th/2011/10/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.pharmaway.co.th/2011/10/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 06 Oct 2011 02:56:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pharmaway</dc:creator>
				<category><![CDATA[โปรโมชันพิเศษ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.pharmaway.co.th/?p=185</guid>
		<description><![CDATA[]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.pharmaway.co.th/wp-content/uploads/2011/10/web_promotion-copy.jpg" rel="lightbox[185]"><img class=" wp-image-206 aligncenter" title="web_promotion copy" src="http://www.pharmaway.co.th/wp-content/uploads/2011/10/web_promotion-copy.jpg" alt="" width="600" height="2533" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pharmaway.co.th/2011/10/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เป็นโรคกระเพาะทำไงดี</title>
		<link>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Feb 2011 10:39:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pharmaway</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.pharmaway.co.th/?p=108</guid>
		<description><![CDATA[ในบางครั้ง เวลาปวดท้องมักจะได้รับคำถามเสมอว่า เป็นโรคกระเพาะอาหารหรือไม่ เรามาดูกันว่า อาการของโรคกระเพาะเป็นอย่างไร และมีวิธีการดูแล ป้องกันอย่างไร  คนทั่วไปจะเข้าใจว่าอาการปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่โดยเฉพาะที่มีปวดเรื้อรังมานานว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร แท้จริงแล้วอาการปวดท้องอาจเกิดจากโรคอื่นๆ ภายในช่องท้องอีกมากมาย เช่น โรคระบบทางเดินน้ำดี โรคตับอ่อน เป็นต้น โรคกระเพาะอาการเป็นกลุ่มโรคที่พบบ่อย ที่สำคัญได้แก่ โรคแผลในกระเพาะอาหาร และ โรคกระเพาะอาหารอักเสบ โรคแผลกระเพาะอาหาร อาการสำคัญ - ปวดหรือจุกแน่นท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือ หน้าท้องช่วงบน เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด มักเป็นเวลาท้องว่า หรือเวลาหิว อาการจึงเป็นเฉพาะบางช่วงเวลาของวัน - อาการปวดแน่นท้อง มักจะบรรเทาได้ด้วยอาหารหรือยาลดกรด - อาการปวด มักจะเป็นๆหายๆ โดยมีช่วงเว้นที่ปลอดอาการค่อนข้างนาน เช่น ปวดอยู่ 1-2 สัปดาห์ แล้วหายไปหลายเดือนจึงกลับมาปวดอีก - ปวดแน่นท้องกลางดึกหลังจากที่หลับไปแล้ว - แม้จะมีอาการเรื้อรังเป็นปี สุขภาพโดยทั่วไปจะไม่ทรุดโทรม - โรคแผลกระเพาะอาหารจะไม่กลายเป็นมะเร็ง แม้จะเป็นๆ หายๆ อยู่นานกี่ปีก็ตาม นอกจากจะเป็นแผลชนิดที่เกิดจากโรคมะเร็งของกระเพาะอาหารตั้งแต่แรกเริ่มโดยตรง ภาวะแทรกซ้อน 1. เลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.pharmaway.co.th/wp-content/uploads/2011/02/mtopic_204.jpg" rel="lightbox[108]"></a></p>
<p>ในบางครั้ง เวลาปวดท้องมักจะได้รับคำถามเสมอว่า เป็นโรคกระเพาะอาหารหรือไม่ เรามาดูกันว่า อาการของโรคกระเพาะเป็นอย่างไร และมีวิธีการดูแล ป้องกันอย่างไร<br />
 คนทั่วไปจะเข้าใจว่าอาการปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่โดยเฉพาะที่มีปวดเรื้อรังมานานว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร แท้จริงแล้วอาการปวดท้องอาจเกิดจากโรคอื่นๆ ภายในช่องท้องอีกมากมาย เช่น โรคระบบทางเดินน้ำดี โรคตับอ่อน เป็นต้น<br />
โรคกระเพาะอาการเป็นกลุ่มโรคที่พบบ่อย ที่สำคัญได้แก่ โรคแผลในกระเพาะอาหาร และ โรคกระเพาะอาหารอักเสบ</p>
<p>โรคแผลกระเพาะอาหาร</p>
<p>อาการสำคัญ<br />
- ปวดหรือจุกแน่นท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือ หน้าท้องช่วงบน เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด มักเป็นเวลาท้องว่า หรือเวลาหิว อาการจึงเป็นเฉพาะบางช่วงเวลาของวัน<br />
- อาการปวดแน่นท้อง มักจะบรรเทาได้ด้วยอาหารหรือยาลดกรด<br />
- อาการปวด มักจะเป็นๆหายๆ โดยมีช่วงเว้นที่ปลอดอาการค่อนข้างนาน เช่น ปวดอยู่ 1-2 สัปดาห์ แล้วหายไปหลายเดือนจึงกลับมาปวดอีก<br />
- ปวดแน่นท้องกลางดึกหลังจากที่หลับไปแล้ว<br />
- แม้จะมีอาการเรื้อรังเป็นปี สุขภาพโดยทั่วไปจะไม่ทรุดโทรม<br />
- โรคแผลกระเพาะอาหารจะไม่กลายเป็นมะเร็ง แม้จะเป็นๆ หายๆ อยู่นานกี่ปีก็ตาม นอกจากจะเป็นแผลชนิดที่เกิดจากโรคมะเร็งของกระเพาะอาหารตั้งแต่แรกเริ่มโดยตรง</p>
<p>ภาวะแทรกซ้อน<br />
1. เลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร พบได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยจะมีอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำเหลว หรือหน้ามืด วิงเวียน เป็นลม<br />
2. กระเพาะอาหารทะลุ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องช่วงบนเฉียบพลันรุนแรง หน้าท้องแข็งตึง กดเจ็บมาก<br />
3. กระเพาะอาหารอุดตัน ผู้ป่วยจะกินได้น้อย อิ่มเร็ว มีอาเจียนหลังอาหารเกือบทุกมื้อ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง</p>
<p>หลักการปฏิบัติตัว<br />
พึงระลึกไว้เสมอว่า โรคแผลกระเพาะอาหารเป็นโรคเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ มักไม่หายขาดตลอดชีวิต ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยารักษาติดต่อกันเป็นเวลานาน หลังได้รับยา อาการปวดจะหายไปก่อน ใน 3-7 วัน แต่แผลจะยังไม่หาย ส่วนใหญ่ใช้เวลาถึง 4-8 สัปดาห์ แผลจึงหาย เมื่อหายแล้ว จะกลับมาเป็นใหม่ได้อีกถ้าไม่ระวังปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ได้แก่<br />
- กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย<br />
- กินอาหารตรงตามเวลาทุกมื้อ<br />
- กินอาหารจำนวนน้อยๆ แต่กินให้บ่อยมื้อ ไม่ควรกินจนอิ่มมากในแต่ละมื้อ<br />
- หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด สุรา<br />
- งดสูบบุหรี่<br />
- งดการใช้ยาแก้ปวด แอสไพริน และยาแก้โรคกระดูกและข้ออักเสบทุกชนิด<br />
- ผ่อนคลายความเครียด กังวล พักผ่อนให้เพียงพอ<br />
- กินยาลดกรด หรือยารักษาแผลกระเพาะอาหารติดต่อกันอย่างน้อย 4-8 สัปดาห์<br />
- ถ้ามีอาการของภาวะแทรกซ้อน ต้องรีบไปพบแพทย์</p>
<p>โรคกระเพาะอาหารอักเสบ<br />
เป็นการอักเสบของเยื่อบุด้านในกระเพาะอาหารเพียงส่วน หรือบางบริเวณเท่านั้น แบ่งเป็น<br />
1. โรคกระเพาะอาหารอักเสบชนิดเฉียบพลัน หมายถึง โรคที่เป็นในระยะสั้นๆ ไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ก็หาย อาการสำคัญ คือ จะปวดท้องหรือจุกแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ มักเป็นเวลากินอาหาร หรือหลังอาหารเล็กน้อย คลื่นไส้ อาเจียน ในรายที่รุนแรง จะมีอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระสีดำได้ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย สาเหตุที่พบบ่อย คือ จากอาหารเป็นพิษ พิษสุรา และจากยาที่มีฤทธิ์ระคายเยื่อบุกระเพาะอาหาร เช่น ยาแอสไพริน และยาแก้โรคกระดูกและข้ออักเสบ<br />
2. โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง หมายถึง โรคที่เป็นนานเป็นเดือนหรือเป็นปี ผู้ป่วยมักมีอาการไม่มากหรือแทบไม่มีอาการอะไรเลย นอกจากแน่นท้องเป็นๆ หายๆ เท่านั้น หลักการปฏิบัตตัวเหมือนผู้ป่วยแผลกระเพาะอาหาร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เคล็ดลับ&#8230;มีความสุขเวลาทำงาน</title>
		<link>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%97%/</link>
		<comments>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%97%/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Feb 2011 10:37:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pharmaway</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.pharmaway.co.th/?p=105</guid>
		<description><![CDATA[เคล็ดลับในการทำงานอย่างมีความสุข เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ 4 เคล็ดลับง่ายๆ ที่ควรรู้&#8230;  เคล็ดลับในการทำงานอย่างมีความสุข เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ 4 เคล็ดลับง่ายๆ ที่ควรรู้ 1.มีสุขภาพกายที่แข็งแรง สุขภาพใจที่ดี รักษาอารมณ์ให้ดีอยู่เสมอ 2ได้ทำงานที่มีความหมายต่อตัวเองและมีประโยชน์ต่อคนอื่นๆ 3.มองเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์ที่ดีต่อคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกน้อง ญาติพี่น้อง คนในครอบครัว เพื่อนฝูง และไปร่วมกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์เหล่านี้อย่างสม่ำเสมอด้วยความจริงใจ 4.มีเวลาหาความสงบเป็นส่วนตัวให้กับตัวเอง ที่จะได้คิดถึงสิ่งที่ตัวเองได้ทำมา ความพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ บทเรียนที่ได้รับจากความผิดพลาด และความท้าทายที่ยังรออยู่ข้างหน้า ที่ไม่ใช่ความทะเยอทะยานอยากได้อยากมีอยากเป็นในสิ่งที่เกินเอื้อม ถ้าสามารถสร้าง และรักษาสิ่งต่างๆ ทั้ง 4 ข้อนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ เชื่อสิว่าคุณจะมองโลกและงานตรงหน้าได้สดใสขึ้นมากทีเดียว เหมือนได้ชาร์จแบตเตอรี เติมพลังให้ชีวิตทุกวัน วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่ามากกว่าการอยู่ไปวันๆ คุณจะรู้สึกว่าสิ่งที่อยู่นั้นมีความหมาย เมื่อมันนำไปสู่เป้าหมายที่คุณต้องใจอยากมีอยากเป็น ดังนั้นการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่คุณทำในแต่ละวันควรจะสอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตที่คุณต้องการไปให้ถึงด้วย บางคนยังนึกไม่ออกว่าตัวเองอยากทำ อะไร ไม่เป็นไรค่ะ มาเริ่มคิดกันเลยตั้งแต่วันนี้ ลองหาสมุดเล่มเล็กๆ มาสักเล่ม แล้วหยิบปากกามาตั้งต้นบันทึกความรู้สึกของคุณดู ลองสมมติว่าหากคุณมีเวลามีชีวิตอยู่หลังจากนี้เพียง 1 ปีเท่านั้น อะไรที่คุณคิดว่าสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต? คุณอยากจะทำอะไรมากที่สุด และจะทำให้สิ่งที่คุณอยากทำบรรลุได้ด้วยวิธีไหนบ้าง? [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.pharmaway.co.th/wp-content/uploads/2011/02/mtopic_56.jpg" rel="lightbox[105]"></a></p>
<p>เคล็ดลับในการทำงานอย่างมีความสุข เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ 4 เคล็ดลับง่ายๆ ที่ควรรู้&#8230;<br />
 เคล็ดลับในการทำงานอย่างมีความสุข เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ 4 เคล็ดลับง่ายๆ ที่ควรรู้<br />
1.มีสุขภาพกายที่แข็งแรง สุขภาพใจที่ดี รักษาอารมณ์ให้ดีอยู่เสมอ<br />
2ได้ทำงานที่มีความหมายต่อตัวเองและมีประโยชน์ต่อคนอื่นๆ<br />
3.มองเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์ที่ดีต่อคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกน้อง ญาติพี่น้อง คนในครอบครัว เพื่อนฝูง และไปร่วมกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์เหล่านี้อย่างสม่ำเสมอด้วยความจริงใจ<br />
4.มีเวลาหาความสงบเป็นส่วนตัวให้กับตัวเอง ที่จะได้คิดถึงสิ่งที่ตัวเองได้ทำมา ความพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ บทเรียนที่ได้รับจากความผิดพลาด และความท้าทายที่ยังรออยู่ข้างหน้า ที่ไม่ใช่ความทะเยอทะยานอยากได้อยากมีอยากเป็นในสิ่งที่เกินเอื้อม<br />
ถ้าสามารถสร้าง และรักษาสิ่งต่างๆ ทั้ง 4 ข้อนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ เชื่อสิว่าคุณจะมองโลกและงานตรงหน้าได้สดใสขึ้นมากทีเดียว เหมือนได้ชาร์จแบตเตอรี เติมพลังให้ชีวิตทุกวัน<br />
วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่ามากกว่าการอยู่ไปวันๆ คุณจะรู้สึกว่าสิ่งที่อยู่นั้นมีความหมาย เมื่อมันนำไปสู่เป้าหมายที่คุณต้องใจอยากมีอยากเป็น ดังนั้นการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่คุณทำในแต่ละวันควรจะสอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตที่คุณต้องการไปให้ถึงด้วย บางคนยังนึกไม่ออกว่าตัวเองอยากทำ อะไร ไม่เป็นไรค่ะ มาเริ่มคิดกันเลยตั้งแต่วันนี้ ลองหาสมุดเล่มเล็กๆ มาสักเล่ม แล้วหยิบปากกามาตั้งต้นบันทึกความรู้สึกของคุณดู<br />
ลองสมมติว่าหากคุณมีเวลามีชีวิตอยู่หลังจากนี้เพียง 1 ปีเท่านั้น อะไรที่คุณคิดว่าสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต? คุณอยากจะทำอะไรมากที่สุด และจะทำให้สิ่งที่คุณอยากทำบรรลุได้ด้วยวิธีไหนบ้าง? ลองพิจารณาว่าแผนนี้ต่างไปจากสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่จริงในปัจจุบันหรือเปล่า และมีอะไรที่อยากเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้บรรลุแผนนี้หรือไม่ อย่างเช่น หากคุณรู้สึกว่าครอบครัวสำคัญที่สุด แล้วคุณใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากน้อยเพียงพอแล้วหรือยังในแต่ละวัน<br />
แผนการในอนาคต ลองสมมติตัวเองว่าตอนนี้คุณกำลังฉลองวันเกิด 60 ปีแวดล้อมด้วยครอบครัวและเพื่อนฝูงที่รักคุณ และกำลังพูดคุยกันถึงชีวิตที่ผ่านมา แล้วให้คุณจดลงไปว่าคุณอยากจะรื้อฟื้นความทรงจำเรื่องไหนมาพูดถึงบ้าง แล้วย้อนกลับมาดูว่าทางที่คุณเดินอยู่ทุกวันนี้จะไปสู่สิ่งที่คุณหวังไว้ในอนาคตหรือไม่ แล้วคุณได้ลงมือทำมันหรือยัง<br />
หากยัง จะมีทางไหนที่จะทำให้คุณขยับไปใกล้กับความมุ่งหวังนั้นหรือไม่ อย่างเช่น หากคุณใฝ่ฝันว่าชีวิตนี้อยากเดินทางท่องเที่ยวไปเห็นโลกกว้าง ก็เริ่มต้นออมเงินแล้วลองหาจังหวะดีๆ วางแผนลาหยุดไปเที่ยวสักที หรือหากอยากก้าวไปนั่งตำแหน่งผู้จัดการแผนก ก็ลองขอโอกาสรับผิดชอบโครงการใดสักชิ้นที่จะทำให้หัวหน้างานคุณมองเห็นความสามารถในตัวคุณบ้าง เป็นต้น&#8230;อย่าลืมว่าชีวิตนี้เป็นของคุณนะคะ สุขหรือทุกข์อย่างไรมีคุณเท่านั้นที่เป็นคนกำหนดได้ดีที่สุด &#8230;</p>
<p> ที่มา <a href="http://www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=56&amp;sub_name=&amp;sub_id=&amp;ref_main_id=2&amp;mtop_name=เคล็ดลับ...มีความสุขเวลาทำงาน">http://www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=56&amp;sub_name=&amp;sub_id=&amp;ref_main_id=2&amp;mtop_name=เคล็ดลับ&#8230;มีความสุขเวลาทำงาน</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%97%/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>4 ขั้นตอน..เพิ่มความสดชื่นได้ตลอดวัน</title>
		<link>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/4-%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%9/</link>
		<comments>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/4-%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%9/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Feb 2011 10:35:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pharmaway</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.pharmaway.co.th/?p=101</guid>
		<description><![CDATA[เตรียมตัวรับความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าบอกลาหมอนนุ่มๆ ขจัดอาการขี้เซา ง่วง ซึม หลังตื่นนอน กับวิธีการที่จะเพิ่มพลัง ความสดชื่น แจ่มใสประจำวันให้กับตัวเองกันดีกว่า ง่ายๆ 4 ขั้นตอนลองทำดู แล้วคุณจะรู้การตื่นเช้า มีอะไรดีๆเยอะ&#8230;  1. เริ่มต้นด้วยการเดินไปหยิบน้ำมาดื่มสักแก้วใหญ่ ให้ชื่นใจ การดื่มน้ำนั้นเป็นการเติมน้ำให้กับร่างกาย หลังจากร่างกายของเราพักผ่อนมาทั้งคืน ซึ่งเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้สมองของคุณนั้นปลอดโปร่งมากขึ้น 2. ใช้เวลาสัก 5 ถึง 10 นาที ออกกำลังกายยืดเส้นกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ภายในร่างกายให้กระฉับกระเฉง วิธีการนี้จะเหมือนกับการที่เราบิดขี้เกียจในตอนเช้า แต่เป็นการทำให้เป็นจริงจังมากขึ้น ด้วยการเน้นการยืดในส่วนที่ต้องใช้บ่อยๆ ในการทำงาน เช่น หากในตำแหน่งงานของคุณต้องเดินอยู่บ่อยๆ ก็หาท่าทางที่ยืดส่วนน่อง และเอ็นร้อยหวาย หรือถ้าหากคุณต้องใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการทำงานทั้งวันนั้น เป็นไปได้ว่าต้องเน้นการออกกำลังที่ส่วน กล้ามเนื้อบริเวณคอ หัวไหล่ แขน และฝ่ามือ 3. การรับประทานธัญพืช และอาหารที่มีโปรตีนบ้างในเมื้อเช้า ลดอาหารจำพวกแป้ง การรับประทานอาหารในช่วงเช้านั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นการเตรียมพร้อมให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดวัน 4. การเปลี่ยนเครื่องดื่ม เลิกดื่มกาแฟแล้วหันมาดื่มชาขิง เพื่อช่วยการไหลเวียนของเลือด ทำให้ร่างกายอบอุ่น อีกทั้งช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ที่มา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.pharmaway.co.th/wp-content/uploads/2011/02/mtopic_177.jpg" rel="lightbox[101]"></a></p>
<p>เตรียมตัวรับความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าบอกลาหมอนนุ่มๆ ขจัดอาการขี้เซา ง่วง ซึม หลังตื่นนอน กับวิธีการที่จะเพิ่มพลัง ความสดชื่น แจ่มใสประจำวันให้กับตัวเองกันดีกว่า ง่ายๆ 4 ขั้นตอนลองทำดู แล้วคุณจะรู้การตื่นเช้า มีอะไรดีๆเยอะ&#8230;<br />
 1. เริ่มต้นด้วยการเดินไปหยิบน้ำมาดื่มสักแก้วใหญ่ ให้ชื่นใจ การดื่มน้ำนั้นเป็นการเติมน้ำให้กับร่างกาย หลังจากร่างกายของเราพักผ่อนมาทั้งคืน ซึ่งเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้สมองของคุณนั้นปลอดโปร่งมากขึ้น</p>
<p>2. ใช้เวลาสัก 5 ถึง 10 นาที ออกกำลังกายยืดเส้นกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ภายในร่างกายให้กระฉับกระเฉง วิธีการนี้จะเหมือนกับการที่เราบิดขี้เกียจในตอนเช้า แต่เป็นการทำให้เป็นจริงจังมากขึ้น ด้วยการเน้นการยืดในส่วนที่ต้องใช้บ่อยๆ ในการทำงาน เช่น หากในตำแหน่งงานของคุณต้องเดินอยู่บ่อยๆ ก็หาท่าทางที่ยืดส่วนน่อง และเอ็นร้อยหวาย หรือถ้าหากคุณต้องใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการทำงานทั้งวันนั้น เป็นไปได้ว่าต้องเน้นการออกกำลังที่ส่วน กล้ามเนื้อบริเวณคอ หัวไหล่ แขน และฝ่ามือ</p>
<p>3. การรับประทานธัญพืช และอาหารที่มีโปรตีนบ้างในเมื้อเช้า ลดอาหารจำพวกแป้ง การรับประทานอาหารในช่วงเช้านั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นการเตรียมพร้อมให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดวัน</p>
<p>4. การเปลี่ยนเครื่องดื่ม เลิกดื่มกาแฟแล้วหันมาดื่มชาขิง เพื่อช่วยการไหลเวียนของเลือด ทำให้ร่างกายอบอุ่น อีกทั้งช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น</p>
<p>ที่มา http://www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=177&#038;sub_name=&#038;sub_id=&#038;ref_main_id=12&#038;mtop_name=4 ขั้นตอน..เพิ่มความสดชื่นได้ตลอดวัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/4-%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำความรู้จักเกลือแร่</title>
		<link>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Feb 2011 10:33:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pharmaway</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.pharmaway.co.th/?p=98</guid>
		<description><![CDATA[เกลือแร่เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมาก แม้เกลือแร่จะไม่ใช่สาร อาหารที่ให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกายก็ตาม แต่เกลือแร่ก็มีความสำคัญกับร่างกายคนเรา ดังนั้นในแต่ละวันคนเราจึงจำเป็นต้องได้รับเกลือแร่&#8230;  ประโยชน์ของเกลือแร่ชนิดต่างๆ แคลเซียม 1.เป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟัน หากร่างกายขาดแคลเซียม จะทำให้โครงร่างของร่างกายเจริญเติบโตไม่เต็มที่ และเป็นโรคกระดูกอ่อน 2.ช่วยควบคุมการทำงานของหัวใจ กล้ามเนื้อ และระบบประสาท 3.ช่วยทำให้เลือดแข็งตัว และทำให้เลือดหยุดเมื่อร่างกายกิดบาดแผล ฟอสฟอรัส 1.ทำงานร่วมกับแคลเซียมในการสร้างกระดูกและฟัน 2.ควบคุสการปล่อยพลังงานในการเผาไหม้ของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน 3.ควบคุมสมดุลของความเป็นกรดและด่างในเลือด 4.เป็นส่วนประกอบของสมองและไขสันหลัง เหล็ก 1.เป้นว่วนประกอบสำคัญของ &#8220;ฮีโมโกลบิน&#8221; ในเม็ดเลือดแดง หากร่างกายขาดธาตุเหล้ก จะทำให้เป็นโรคโลหิตจาง ซึ่งมีอาการซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย 2.เหล็กยังเป็นส่วนประกอบของกล้ามเนื้อเยื่อต่างๆ โดยทำหน้าที่ขับออกซิเจนที่เลือดนำมาไว้ใช้ ไอโอดีน ธาตุไอโอดีนมีประโยชน์ต่อร่างกายคือ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของฮอร์โมนที่ผลิตจากต่อมธัยรอยด์ ฮอร์โมนนี้ทำหน้าที่ควบคุมให้ร่างกายเจริญเติบโตตามปกติ ถ้าร่างกายขาดไอโอดีนจะทำให้ต่อมธัยรอยด์โตขึ้น ซึ่งเรียกว่า &#8220;โรคคอพอก&#8221; ดังนั้น ไอโอดีนจึงมีประโยชน์ในการป้องกันโรคคอพอก และไม่ทำให้ร่างกายเตี้ย แคระแกร็น โซเดียม 1.ข่วยทำให้น้ำในเนื้อเยื่อและหลอดเลือดมีความสมดุล 2.ช่วยทำให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานปกติ โดยเฉพาะการขับถ่ายของเสียทางไตและผิวหนัง  ที่มา http://www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=191&#38;sub_name=&#38;sub_id=&#38;ref_main_id=14&#38;mtop_name=ทำความรู้จักเกลือแร่กัน..]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.pharmaway.co.th/wp-content/uploads/2011/02/mtopic_191.jpg" rel="lightbox[98]"></a></p>
<p>เกลือแร่เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมาก แม้เกลือแร่จะไม่ใช่สาร อาหารที่ให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกายก็ตาม แต่เกลือแร่ก็มีความสำคัญกับร่างกายคนเรา ดังนั้นในแต่ละวันคนเราจึงจำเป็นต้องได้รับเกลือแร่&#8230;<br />
 ประโยชน์ของเกลือแร่ชนิดต่างๆ</p>
<p>แคลเซียม<br />
1.เป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟัน หากร่างกายขาดแคลเซียม จะทำให้โครงร่างของร่างกายเจริญเติบโตไม่เต็มที่ และเป็นโรคกระดูกอ่อน<br />
2.ช่วยควบคุมการทำงานของหัวใจ กล้ามเนื้อ และระบบประสาท<br />
3.ช่วยทำให้เลือดแข็งตัว และทำให้เลือดหยุดเมื่อร่างกายกิดบาดแผล</p>
<p>ฟอสฟอรัส<br />
1.ทำงานร่วมกับแคลเซียมในการสร้างกระดูกและฟัน<br />
2.ควบคุสการปล่อยพลังงานในการเผาไหม้ของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน<br />
3.ควบคุมสมดุลของความเป็นกรดและด่างในเลือด<br />
4.เป็นส่วนประกอบของสมองและไขสันหลัง</p>
<p>เหล็ก<br />
1.เป้นว่วนประกอบสำคัญของ &#8220;ฮีโมโกลบิน&#8221; ในเม็ดเลือดแดง หากร่างกายขาดธาตุเหล้ก จะทำให้เป็นโรคโลหิตจาง ซึ่งมีอาการซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย<br />
2.เหล็กยังเป็นส่วนประกอบของกล้ามเนื้อเยื่อต่างๆ โดยทำหน้าที่ขับออกซิเจนที่เลือดนำมาไว้ใช้</p>
<p>ไอโอดีน<br />
ธาตุไอโอดีนมีประโยชน์ต่อร่างกายคือ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของฮอร์โมนที่ผลิตจากต่อมธัยรอยด์ ฮอร์โมนนี้ทำหน้าที่ควบคุมให้ร่างกายเจริญเติบโตตามปกติ ถ้าร่างกายขาดไอโอดีนจะทำให้ต่อมธัยรอยด์โตขึ้น ซึ่งเรียกว่า &#8220;โรคคอพอก&#8221; ดังนั้น ไอโอดีนจึงมีประโยชน์ในการป้องกันโรคคอพอก และไม่ทำให้ร่างกายเตี้ย แคระแกร็น</p>
<p>โซเดียม<br />
1.ข่วยทำให้น้ำในเนื้อเยื่อและหลอดเลือดมีความสมดุล<br />
2.ช่วยทำให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานปกติ โดยเฉพาะการขับถ่ายของเสียทางไตและผิวหนัง</p>
<p> ที่มา <a href="http://www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=191&amp;sub_name=&amp;sub_id=&amp;ref_main_id=14&amp;mtop_name=ทำความรู้จักเกลือแร่กัน">http://www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=191&amp;sub_name=&amp;sub_id=&amp;ref_main_id=14&amp;mtop_name=ทำความรู้จักเกลือแร่กัน</a>..</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคนิคเพิ่มความฉลาด</title>
		<link>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Feb 2011 10:31:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pharmaway</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.pharmaway.co.th/?p=96</guid>
		<description><![CDATA[ใครที่รู้สึกว่าสมองอ่อนล้า เฉื่อย ชา และความจำถดถอย เรามีวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำให้กับสมองมาฝาก… 1. บริหารสมองอยู่เสมอ ยิ่งเราใช้สมองมากและบ่อย เท่า ไหร่ เซลล์สมองจะยิ่งเจริญเติบโตมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งนั่นก็จะส่งผลให้ความสามารถในการจำดีขึ้นตามไปด้วย วิธีบริหารสมอง เช่น การเล่นหมากฮอส ต่อจิ๊กซอว์ หรือเล่นครอสเวิร์ดในเวลาว่าง 2. กินยาเสริมความจำ มีผลการวิจัยยืนยันว่าหลังจาก การกินโสมในปริมาณ 400 มิลลิกรัมไปแล้ว 1 ชั่วโมง จะทำให้ความสามารถในการจำดี ขึ้นและส่งผลต่อไปอีกถึง 6 ชั่วโมง แปะก๊วยก็มีการยืนยันว่าส่งผลดีต่อระบบความจำเหมือนกัน เพราะจะไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตในสมอง นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในอเมริกาพบว่า Vinpocetine ที่สกัดได้ขากต้น Periwinkle (ไม้ เลื้อยชนิดหนึ่งที่มีดอกสีฟ้า ใบเข้มเป็นมัน) นั้นจะช่วยเพิ่มความจำและความจดจ่อในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ให้มากขึ้นได้ 3. กินผักและผลไม้สด เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีอยู่สูงในผักและผลไม้สดจะไปทำลายอนุมูลอิสระซึ่งเกิดจากการสะสมเป็น เวลานานของเนื้อเยื่อไขมันอันจะทำให้สมองอ่อนแอลง และ ช่วยชะลออาการความจำถดถอยในผู้สูงอายุ อาทิ ผมไม้ที่มีสีแดง ม่วง และน้ำเงิน โดยเฉพาะตระกูลเบอร์รี่ ต่างๆ จะมีสารต้านอนุมูลอิสระชนิดที่มีความเข้มข้น สูงที่เรียกว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.pharmaway.co.th/wp-content/uploads/2011/02/untitled.bmp" rel="lightbox[96]"></a><a href="http://www.pharmaway.co.th/wp-content/uploads/2011/02/untitled.jpg" rel="lightbox[96]"></a><br />
ใครที่รู้สึกว่าสมองอ่อนล้า เฉื่อย ชา และความจำถดถอย เรามีวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำให้กับสมองมาฝาก…</p>
<p>1. บริหารสมองอยู่เสมอ<br />
ยิ่งเราใช้สมองมากและบ่อย เท่า ไหร่ เซลล์สมองจะยิ่งเจริญเติบโตมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งนั่นก็จะส่งผลให้ความสามารถในการจำดีขึ้นตามไปด้วย วิธีบริหารสมอง เช่น การเล่นหมากฮอส ต่อจิ๊กซอว์ หรือเล่นครอสเวิร์ดในเวลาว่าง</p>
<p>2. กินยาเสริมความจำ<br />
มีผลการวิจัยยืนยันว่าหลังจาก การกินโสมในปริมาณ 400 มิลลิกรัมไปแล้ว 1 ชั่วโมง จะทำให้ความสามารถในการจำดี ขึ้นและส่งผลต่อไปอีกถึง 6 ชั่วโมง แปะก๊วยก็มีการยืนยันว่าส่งผลดีต่อระบบความจำเหมือนกัน เพราะจะไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตในสมอง นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในอเมริกาพบว่า Vinpocetine ที่สกัดได้ขากต้น Periwinkle (ไม้ เลื้อยชนิดหนึ่งที่มีดอกสีฟ้า ใบเข้มเป็นมัน) นั้นจะช่วยเพิ่มความจำและความจดจ่อในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ให้มากขึ้นได้</p>
<p>3. กินผักและผลไม้สด<br />
เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีอยู่สูงในผักและผลไม้สดจะไปทำลายอนุมูลอิสระซึ่งเกิดจากการสะสมเป็น เวลานานของเนื้อเยื่อไขมันอันจะทำให้สมองอ่อนแอลง และ ช่วยชะลออาการความจำถดถอยในผู้สูงอายุ อาทิ ผมไม้ที่มีสีแดง ม่วง และน้ำเงิน โดยเฉพาะตระกูลเบอร์รี่ ต่างๆ จะมีสารต้านอนุมูลอิสระชนิดที่มีความเข้มข้น สูงที่เรียกว่า Anthocyanidin</p>
<p>4. ลดปริมาณแอลกอฮอล์<br />
เพราะจะส่งผลต่อการปลดปล่อย สาระสำคัญในสมองโดยจะไปขัดขวางความสามารถในการสร้างความจำใหม่ ๆ โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นชื่อ ตัวเลข และเหตุการณ์ณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ยิ่ง ไปกว่านี้ ความสามารถในการระลึกเหตุการณ์หรือ เรื่องราวเก่า ๆ ในอดีตก็จะถูกบั่นทอนไปด้วย</p>
<p>5. ออกกำลังกาย<br />
ขณะที่ร่างกายของเราเคลื่อน ไหวนั้นสมองจะได้รับเลือดมากเป็นพิเศษซึ่งนั่นหมายถึงว่าสมองจะได้รับกลูโคส และออกซิเจนมากขึ้นทำให้สมองแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังไปเพิ่มประสิทธิภาพในการกระตุ้นความจำของสารเคมีในสมองที่ เรียกว่า Brain-Derived Neurotrophic Factor) ให้ ทำงานได้ดีขึ้นด้วย</p>
<p>6. จดบันทึกช่วยจำ<br />
เพราะโดยธรรมชาติของสมองเรา นั้นเมื่อจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งตรงหน้า ความ สามารถในการจดจำสิ่งอื่นก็จะลดลง ฉะนั้นการย้าย ข้อมูลจากสมองมาเก็บไว้ในสมุดบันทึกอย่างคอมพิวเตอร์ ปาล์ม หรือโทรศัพท์มือถือ ก็เหมือสเป็นการช่วยลดความหนาแน่นของข้อมูลหรือเพิ่มพื้นที่ว่าง ในสมองเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง</p>
<p>7. ทำสมาธิ<br />
สมองของคนเรานั้นทำงานที่ความ ถี่หรือคลื่นสมองที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ เรากำลังทำหรือคิดอยู่ ภายใต้ความเครียดที่เกิด ขึ้น คลื่นเบต้าของสมองจะทำงานเร็วขึ้นซึ่งจะส่งผล ให้สมองลืมสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ฉะนั้นเราควรคิด ให้ช้าลง โดยการทำสมาธิ หลับ ตาลงช้าๆ หายใจเข้าเบาๆ ช้าๆ โดยตั้งสติอยู่ที่ปลายจมูก จาก นั้นหายใจออกช้าๆ โดยตั้งสติอยู่ที่ช่องจมูกทางขวา จากนั้นหายใจเข้าอีกครั้ง แต่ ครั้งนี้เวลาผ่อนลมหายใจออกให้ตั้งสติที่ช่องจมูกทางซ้าย ทำเช่นนี้สลับกันประมาณ 10 นาที ทุกวันรับรองว่าสมองตื้อๆ ตันๆ จะกลับมาโล่งโปร่งใสเหมือนเดิม</p>
<p>ที่มา : RACChachoengsao</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคหัวใจเป็นแล้วทำอย่างไรดี&#8230;</title>
		<link>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e/</link>
		<comments>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Feb 2011 03:38:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pharmaway</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหัวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหัวใจเป็นแล้วทำอย่างไรดี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.pharmaway.co.th/?p=84</guid>
		<description><![CDATA[หัวใจคนเรามี 4 ห้อง แบ่งซ้าย-ขวาโดยผนังของกล้ามเนื้อหัวใจ และแบ่งเป็นห้องบน-ล่างโดยลิ้นหัวใจ •โดยทุกๆ วัน หัวใจจะเต้นประมาณ 100,000 ครั้ง และสูบฉีดเลือดประมาณวันละ 2,000 แกลลอน •วงจรการไหลเวียนของเลือด : จะเริ่มจาก หัวใจห้องขวาบนรับเลือดดำจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา เลือดส่วนนี้จะไหลผ่านลิ้นหัวใจไตรคัสปิด (Tricuspid) ไปยังหัวใจห้องขวาล่าง ซึ่งจะบีบตัวตามมาไล่เลือดที่เป็นเลือดดำออกไปฟอกที่ปอด โดยผ่านหลอดเลือดที่เรียกว่า Pulmonary Artery เลือดจะถูกฟอกที่ปอดโดยอาศัยการแลกเปลี่ยน gas ผ่านทางหลอดเลือดเล็กๆ ที่ผนังถุงลมของปอด จากนั้นเลือดที่เป็นเลือดแดงจะไหลมารวมกันที่หลอดเลือดใหญ่ ซึ่งเรียกว่า Pulmonary Vein เพื่อไหลกลับเข้าสู่หัวใจอีกครั้งที่ห้องซ้ายบน เลือดจะไหลจากห้องซ้ายบนมาห้องซ้ายล่าง โดยผ่านลิ้นหัวใจไมตรัล (Mitral) เมื่อเลือดแดงอยู่ในห้องหัวใจซ้ายล่างแล้วก็พร้อมที่จะถูกฉีดออกไปเลี้ยงร่างกายทางหลอดเลือดแดงใหญ่ Aorta ผ่านลิ้นหัวใจเอออร์ติด (Aortic) เมื่อผ่านส่วนต่างๆ แล้ว เลือดจะกลับสู่หัวใจด้านขวาอีกครั้ง โรคลิ้นหัวใจ : ที่เป็นปัญหามากที่สุดคือ ลิ้นหัวใจพิการ รูมาห์ติค ซึ่งเป็นผลจากการติดเชื้อคออักเสบ ลักษณะของการที่เกิด คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หัวใจคนเรามี 4 ห้อง แบ่งซ้าย-ขวาโดยผนังของกล้ามเนื้อหัวใจ และแบ่งเป็นห้องบน-ล่างโดยลิ้นหัวใจ<br />
•โดยทุกๆ วัน หัวใจจะเต้นประมาณ 100,000 ครั้ง และสูบฉีดเลือดประมาณวันละ 2,000 แกลลอน<br />
•วงจรการไหลเวียนของเลือด : จะเริ่มจาก หัวใจห้องขวาบนรับเลือดดำจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา เลือดส่วนนี้จะไหลผ่านลิ้นหัวใจไตรคัสปิด (Tricuspid) ไปยังหัวใจห้องขวาล่าง ซึ่งจะบีบตัวตามมาไล่เลือดที่เป็นเลือดดำออกไปฟอกที่ปอด โดยผ่านหลอดเลือดที่เรียกว่า Pulmonary Artery เลือดจะถูกฟอกที่ปอดโดยอาศัยการแลกเปลี่ยน gas ผ่านทางหลอดเลือดเล็กๆ ที่ผนังถุงลมของปอด จากนั้นเลือดที่เป็นเลือดแดงจะไหลมารวมกันที่หลอดเลือดใหญ่ ซึ่งเรียกว่า Pulmonary Vein เพื่อไหลกลับเข้าสู่หัวใจอีกครั้งที่ห้องซ้ายบน เลือดจะไหลจากห้องซ้ายบนมาห้องซ้ายล่าง โดยผ่านลิ้นหัวใจไมตรัล (Mitral) เมื่อเลือดแดงอยู่ในห้องหัวใจซ้ายล่างแล้วก็พร้อมที่จะถูกฉีดออกไปเลี้ยงร่างกายทางหลอดเลือดแดงใหญ่ Aorta ผ่านลิ้นหัวใจเอออร์ติด (Aortic) เมื่อผ่านส่วนต่างๆ แล้ว เลือดจะกลับสู่หัวใจด้านขวาอีกครั้ง</p>
<p>โรคลิ้นหัวใจ : ที่เป็นปัญหามากที่สุดคือ ลิ้นหัวใจพิการ รูมาห์ติค ซึ่งเป็นผลจากการติดเชื้อคออักเสบ ลักษณะของการที่เกิด คือ เหนื่อยง่ายเวลาออกกำลัง อ่อนเพลีย ไอเรื้อรังและมักไอเวลากลางคืน ไอแห้ง มีอาการใจสั่น ไอเป็นเลือด เป็นลมไม่รู้สติ เจ็บหน้าอก หลอดเลือดที่คอเต้นแรง ผอมแห้ง มีอาการบวม หอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ การตรวจเอ็คโค่ (Echo) จะช่วยบอกถึงรายละเอียดของความผิดปกติของหัวใจได้</p>
<p>โรคหลอดเลือดหัวใจ : เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบและตันในที่สุด</p>
<p>โรคกล้ามเนื้อหัวใจ : กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติไม่ว่าจะบีบ หรือคลายตัว กล้ามเนื้อหัวใจหนากว่าปกติ เป็นต้น ซึ่งโรคที่พบบ่อยคือ โรคกล้ามเนื้อหัวใจเสีย เนื่องจากความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษามานาน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายบางส่วน เนื่องจากหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตัน เป็นต้น</p>
<p>อาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากโรคหัวใจขาดเลือด</p>
<p>1. เจ็บแน่นๆ อึดอัดบริเวณกลางหน้าอกอาจจะเป็นด้านซ้ายหรือทั้งสองด้าน และมักจะไม่เป็นด้านขวาด้านเดียว บางรายจะร้าวไปที่แขนซ้ายหรือทั้งสองข้าง หรือจุกแน่นที่คอ บางรายเจ็บบริเวณกรามคล้ายเจ็บฟัน<br />
2. อาการตามข้อ 1 เกิดขึ้นขณะออกกำลัง เช่น เดินเร็วๆ รีบขึ้นบันได วิ่ง โกรธโมโห อาการดังกล่าวจะดีขึ้นเมื่อหยุดออกกำลัง<br />
3. ในบางรายที่อาการรุนแรง อาการแน่นหน้าอกอาจเกิดขึ้นในขณะพัก เช่น นั่ง หรือ นอน หลังอาหาร<br />
4. กรณีที่เกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อาการจะรุนแรงมาก อาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เหงื่อออกมาก เป็นลม อาการเช่นนี้ยังพบได้ในโรคของหลอดเลือดแดงใหญ่ปริหรือฉีก</p>
<p>ขาบวม : อาการขาบวมเกิดจากการที่ร่างกายมีเกลือ (โซเดียม) และน้ำคั่งอยู่ในร่างกาย โดยอาจเกิดจากโรคไตขับเกลือไม่ได้ โรคหลอดเลือดดำอุดตัน การไหลเวียนไม่สะดวก ขาดอาหาร โปรตีนในเลือดต่ำ โรคตับ ยาและฮอร์โมนบางชนิด โรคหัวใจ หรือในบางรายอาจไม่พบสาเหตุ การบวมในผู้ป่วยโรคหัวใจเกิดจากการที่หัวใจด้านขวาทำงานลดลง เลือดจากขาไม่สามารถไหลเทเข้าหัวใจด้านขวาได้โดยสะดวก จึงมีเลือดค้างที่ขามากขึ้น</p>
<p>ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวผิดปกติ : เป็นผลมาจากการสะสมของไขมันและแคลเซียมในผนังของหลอดเลือดแดง ภาวะนี้เป็นความเสื่อมของหลอดเลือดที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย ทำให้หลอดเลือดแดงเสียความยืดหยุ่น เกิดการตีบตัน ผลที่ตามมาคือ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ ตัน เกิดอาการเจ็บหน้าอก กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือหลอดเลือดเลี้ยงสมองตีบ ทำให้เกิดอัมพาต เป็นต้น</p>
<p>หากคุณมีโอกาสลองคลำหลอดเลือดแดงหรือชีพจรที่ข้อศอกด้านในหรือข้อมือของผู้สูงอายุจะพบว่า เป็นเส้นแข็งไม่ยืดหยุ่นเหมือนวัยหนุ่มสาว ทั้งนี้เนื่องจากว่าหลอดเลือดแดงเหล่านี้เกิดการเสื่อมสภาพตามอายุ มีไขมันและหินปูน (แคลเซียม) เข้าไปสะสมอยู่ตามผนังของหลอดเลือดแดง ทำให้หลอดเลือดเสียความยืดหยุ่นและแข็ง ซึ่งหินปูนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับปริมาณแคลเซียมในเลือดหรืออาหารที่เรารับประทาน ความจริงแล้วมีหลายปัจจัยที่ทำให้หลอดเลือดแดงเกิดการเสื่อม เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน บุหรี่ เป็นต้น แต่ “ อายุ ” ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากและเราไม่อาจเลี่ยงได้ หลอดเลือดแดงที่เสื่อมนี้จะเกิดขึ้นทั่วร่างกาย ทั้งหลอดเลือดที่เลี้ยงสมอง หัวใจ ไต ฯลฯ และแน่นอนเมื่อเกิดการเสื่อมก็จะเกิดการตีบตันของหลอดเลือดเล็กๆ ตามมา เป็นผลให้เลือดเลี้ยงสมองลดลง เกิดเนื้อสมองตายเป็นบางส่วน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย ไตเสื่อม</p>
<p>ความดันโลหิตสูง : สาเหตุของการที่ความดันโลหิตสูงพบบ่อยเมื่อมีอายุมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากหลอดเลือดแดงแข็งตัวผิดปกติ บางส่วนเป็นผลจากการที่ไตขาดเลือดไปเลี้ยง การลดความดันโลหิตที่สูงลง ก็จะช่วยลดอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดอัมพาตและลดปัญหาจากโรคหัวใจขาดเลือดด้วย ความดันโลหิตในผู้ใหญ่ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม ควรจะน้อยกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท</p>
<p>หัวใจเต้นผิดจังหวะ : หัวใจเต้นผิดจังหวะที่พบได้บ่อย คือ จากห้องบนหรือที่เรียกว่า atrial fibrillation (AF) ชนิดนี้พบได้ในผู้ป่วยโรคปอด โรคหัวใจขาดเลือด โรคลิ้นหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจบางชนิด โรคความดันโลหิตสูง และพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ในผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจเต้นผิดปกติชนิดนี้ อาจเกิดลิ่มเลือดเล็กๆ ขึ้นภายในหัวใจ ลิ่มเลือดเล็กๆ เหล่านี้อาจหลุดลอยไปอุดหลอดเลือดเลี้ยงสมองได้ และเป็นต้นเหตุของการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตขึ้น</p>
<p>ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด : อายุ พันธุกรรม การสูบบุหรี่ ไขมัน โคเลสเตอรอล ความดันโลหิตสูง ความเครียด เบาหวาน ถ้าหากมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้มากเท่าไหร่ โอกาสที่จะเกิดโรคก็มากขึ้นเป็นทวีคูณ</p>
<p><code>อ้างอิงมาจาก http://www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=198&#038;sub_name=&#038;sub_id=&#038;ref_main_id=15&#038;mtop_name=โรคหัวใจเป็นแล้วทำอย่างไรดี...</code></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สารสกัดจากชาเขียว</title>
		<link>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Feb 2011 03:33:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pharmaway</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.pharmaway.co.th/?p=80</guid>
		<description><![CDATA[สารสำคัญในชาเขียว ในใบชาเขียวมีสาร polyphenols ที่มีคุณสมบัติเป็นสารแอนติออกซิแดนซ์ที่ทรงพลังในปริมาณสูง (30 – 35 % ของน้ำหนักใบชาแห้ง) เชื่อว่าสาร polyphenols นี่เองที่เป็นสารสำคัญและดีต่อสุขภาพ สาร polyphenols นี้รวมถึงสาร flavonoids (ซึ่งมักพบได้ทั่วไปในผัก ผลไม้) ส่วนสาร catechins ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ที่สำคัญเป็น flavonoids ชนิดพิเศษที่พบในชา เนื่องจากชาเขียวไม่ผ่านกระบวนการหมัก จึงยังคงรักษาสารสำคัญไว้ได้ในปริมาณสูง พบว่าในชาเขียวมีปริมาณ catechins ประมาณ 10 – 18% ของน้ำหนักใบชาแห้ง ในขณะที่ชาดำมี catechins ประมาณ 3 – 5 % ของน้ำหนักใบชาแห้ง แสดงว่าการหมักมีการทำลายสาร catechins นอกจากนี้นักวิจัยยังสามารถแยกสาร catechins ออกได้เป็น 5 ชนิด คือ 1. gallocatechin (GC) 2. epicatechin (EC) 3. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff0000;">สารสำคัญในชาเขียว</span></h2>
<p>ในใบชาเขียวมีสาร polyphenols ที่มีคุณสมบัติเป็นสารแอนติออกซิแดนซ์ที่ทรงพลังในปริมาณสูง (30 – 35 % ของน้ำหนักใบชาแห้ง) เชื่อว่าสาร polyphenols นี่เองที่เป็นสารสำคัญและดีต่อสุขภาพ สาร polyphenols นี้รวมถึงสาร flavonoids (ซึ่งมักพบได้ทั่วไปในผัก ผลไม้) ส่วนสาร catechins ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ที่สำคัญเป็น flavonoids ชนิดพิเศษที่พบในชา เนื่องจากชาเขียวไม่ผ่านกระบวนการหมัก จึงยังคงรักษาสารสำคัญไว้ได้ในปริมาณสูง พบว่าในชาเขียวมีปริมาณ catechins ประมาณ 10 – 18% ของน้ำหนักใบชาแห้ง ในขณะที่ชาดำมี catechins ประมาณ 3 – 5 % ของน้ำหนักใบชาแห้ง แสดงว่าการหมักมีการทำลายสาร catechins นอกจากนี้นักวิจัยยังสามารถแยกสาร catechins ออกได้เป็น 5 ชนิด คือ</p>
<p>1. gallocatechin (GC)<br />
2. epicatechin (EC)<br />
3. epigallocatechin (EGC)<br />
4. epicatechin gallate (ECG)<br />
5. epigallocatechin gallate (EGCG)</p>
<p>โดย EGCG ถือเป็น catechins ที่ทรงพลัง ที่สุด นอกจากนี้ ใบชาเขียวยังประกอบไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กรดอะมิโน วิตามินซี วิตามินบี วิตามินอี และฟลูออไรด์ ชาเขียวที่มีคุณภาพดีจะมีปริมาณกรดอะมิโนสูงแต่มี แทนนินต่ำ ในทางตรงข้าม ชาดำและชาอูหลงที่ดีจะมีปริมาณแทนนินสูง ชาเขียวมีรสชาติเฉพาะตัว จะมี รสฝาดน้อย เมื่อนำมาทำเป็นชาเขียว จะทำให้น้ำชามีสีเขียวอ่อนปนน้ำตาล มีกลิ่นหอมเฉพาะ สามารถนำมาปรุงแต่งสี กลิ่นและรสสำหรับผลิตภัณฑ์หลายๆ ชนิดได้อย่างลงตัว เนื่องจากละลายน้ำได้ดี มีกลิ่นหอม และรสชาติดี</p>
<h3><strong><span style="color: #ff0000;">ชาเขียว – ต้านอนุมูลอิสระ</span></strong></h3>
<p>ดังที่กล่าวข้างต้นว่าชาเขียว มีสารแอนติออกซิแดนซ์ ที่ทรงพลังในปริมาณสูง สารแอนติออกซิแดนซ์นี้สามารถจับกับอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของโรคหลายชนิด เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ภาวะไขมันในเลือดสูง สารสกัดจากชาเขียวจึงป้องกันอันตรายที่เกิดจากฤทธิ์ของอนุมูลอิสระในร่างกาย ได้</p>
<h3><strong><span style="color: #ff0000;">ชาเขียว – ป้องกันโรคมะเร็ง</span></strong></h3>
<p>จากการศึกษาทางระบาดวิทยาในปี ค.ศ. 1970 พบว่า ชาวญี่ปุ่นในเมืองชิโอสุกะมีอัตราส่วนของประชากรที่เป็นโรคมะเร็งกระเพาะ อาหารต่ำกว่า ชาวญี่ปุ่นในเมืองอื่น และชาวเมืองชิโอสุกะมีอาชีพปลูกชาเขียวและมีการบริโภคชาสูงกว่าชาวญี่ปุ่นใน เมืองอื่น นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคชาเขียวกับ ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งที่ลดลง หรือ อีกนัยหนึ่งชาเขียว มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรค มะเร็งชนิดต่างๆ ได้จริงหรือมีรายงานการทดลอง โดยให้หนูทดลองบริโภคสารละลาย polyphenols แต่ละชนิดและฉีดสารก่อมะเร็งเอ็นเอ็นเค ผลปรากฏว่า EGCG สามารถลดเปอร์เซนต์การก่อตัวเป็นมะเร็งได้ดีที่สุด นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า catechins มีบทบาทสำคัญ คือ ช่วยลดภาวะเป็นพิษของสารก่อมะเร็ง บางชนิด แทรกแซงกระบวนการเกาะยึดของสารก่อมะเร็งต่อ DNA ของเซลล์ปกติ สรรพคุณที่เป็นสารแอนติออกซิแดนซ์ที่ทรงพลัง เสริมการทำงานกับสารแอนติออกซิแดนซ์และ enzymes อื่นๆ และจำกัดการลุกลามของเซลล์เนื้องอก</p>
<h3><strong><span style="color: #ff0000;">ชาเขียว – ลดระดับไขมันในเลือด</span></strong></h3>
<p>ได้มีการทดลองให้หนูบริโภคอาหารที่มี โคเลสเตอรอลสูง เปรียบเทียบกับหนูกลุ่มที่ได้อาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูงพร้อมกับได้รับ catechins พบว่า catechins สามารถลดปริมาณการเพิ่มขึ้นของระดับไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดได้ นอกจากนี้ มีรายงานการทดลอง แสดงให้เห็นว่า อาสาสมัคร ชาวญี่ปุ่นที่ดื่มชาเขียววันละ 9 ถ้วย สามารถลด ระดับโคเลสเตอรอลได้เฉลี่ย 8 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร</p>
<h3><strong><span style="color: #ff0000;">ชาเขียว – ลดระดับน้ำตาลในเลือด</span></strong></h3>
<p>Catechins ในชาเขียวมีประสิทธิภาพในการจำกัดการทำงานของ amylase enzyme ทำให้ไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่ร่างกาย ผลทำให้น้ำตาลในเลือดไม่สูงขึ้น จากการทดสอบในหนูทดลอง พบว่า catechins ช่วยลดระดับกลูโคส และระดับอินซูลินในเลือดได้ และเมื่อทำการวิจัย ในอาสาสมัครโดยให้ catechins 300 มิลลิกรัม ตามด้วยการบริโภคแป้งข้าว 50 กรัม พบว่าระดับกลูโคสและระดับอินซูลินในเลือดไม่สูงขึ้นดังที่ควรจะเป็น</p>
<h3><strong><span style="color: #ff0000;">ชาเขียว – ช่วยลดน้ำหนัก</span></strong></h3>
<p>จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การดื่มชาเขียววันละ 2 ถ้วย ช่วยลดการเกิดไขมันส่วนเกิน และทำให้รู้สึกอิ่ม ในการทดลอง เมื่อให้หนูบริโภคอาหารปกติและเสริมด้วยสารสกัดชาเขียว พบว่าการสะสมไขมันในหนูลดลง เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่เมื่อให้อาหารเสริมชาเขียวต่อไปนานๆปริมาณไขมันกลับไม่ลดลงต่ำจนผิดปกติ</p>
<h3><strong><span style="color: #ff0000;">ชาเขียว – รักษาสุขภาพช่องปาก</span></strong></h3>
<p>การเกิดฟันผุเป็นผลมาจากเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus mutans ในช่องปากทำปฏิกิริยากับน้ำตาล ได้เป็นสารกลูแคนมีลักษณะเหนียวข้น ไม่ละลายน้ำ เคลือบอยู่ที่ฟัน แล้วเชื้อจุลินทรีย์จะใช้กลูแคนนี้เป็นอาหาร ในระหว่างกระบวนการเมตาโบลิซึม เกิดการสร้างกรดซึ่งไปทำลายสารเคลือบฟันเป็นสาเหตุให้ฟันผุ จากการทดสอบในห้องปฎิบัติการพบว่า สาร catechins สามารถยั้บยั้งกระบวนการผลิตกลูแคนของเชื้อ S. mutans ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนอาจกล่าวได้ว่า การดื่มชาเขียวหลังมื้ออาหารสามารถป้องกันโรคฟันผุได้</p>
<p><span style="color: #ff0000;">ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของชาเขียว</span></p>
<p>นอกจากอาหาร ได้แก่ ขนมปัง เค้ก ขนม ขบเคี้ยว ช็อกโกแลต หมากฝรั่ง ลูกอม ฯลฯ ที่นำชาเขียวมาใช้แต่งกลิ่น สีและรสชาติของอาหารแล้ว เพื่อสนองตอบความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค ผู้ผลิตได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากชาเขียวหลั่งไหลออกมาสู่ท้องตลาด นับตั้งแต่ของใช้ในชีวิตประจำวันอย่าง สบู่ เกลืออาบน้ำ โลชั่น ครีม น้ำยาดับกลิ่นกาย ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก และเครื่องสำอางต่างๆ นอกจากนี้มีการนำสรรพคุณของชาเขียวในการเป็นสารแอนติออกซิแดนซ์ที่ทรงพลังมาใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารที่มีไขมันและน้ำมัน เพื่อป้องกันไม่ให้เหม็นหืนเร็ว มีการศึกษาวิจัยถึงความเป็นไปได้ในการนำสารสกัดจากชาเขียวมาใช้เป็นสารกัน บูดสำหรับอาหารสดไปจนถึง การนำชาเขียวมาผสมกับ เส้นใยผ้า เป็น “antimicrobial fiber” สำหรับเสื้อผ้า ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น และมีการนำไปใช้เป็น ส่วนผสมในแผ่นใยกรองอากาศสำหรับเครื่องปรับอากาศ นับว่าเป็นการเพิ่มช่องทางการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หรือเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้ และ เข้ากับกระแสนิยมทีเดียว…แต่ก็อย่าทานเยอะเกินไปล่ะ เพราะการดื่มชาเขียวในปริมาณสูงอาจมีผลในการลดการดูดซึมวิตามิน B1 และ ธาตุเหล็กได้ นอกจากนี้สารแทนนินที่อยู่ในชาเขียวทำให้เกิดรสขมนั้น อาจทำให้ท้องผูกได้ คาเฟอีนในชาเขียวอาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ เนื่อง อย่างไรก็ตาม ชาเขียวยังมีคาเฟอินน้อยกว่ากาแฟ คือประมาณ 30-60 มก. ต่อชา 6-8 ออนซ์ เมื่อเทียบ กับจำนวน คาเฟอินกว่า 100 มก. ที่พบในกาแฟ</p>
<p>อ้างอิงมาจาก : <a href="http://www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=197&amp;sub_name=สารสกัดจากพืช&amp;sub_id=75&amp;ref_main_id=14&amp;mtop_name=ประโยชน์ของชาเขียว">http://www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=197&amp;sub_name=สารสกัดจากพืช&amp;sub_id=75&amp;ref_main_id=14&amp;mtop_name=ประโยชน์ของชาเขียว</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แอลคาร์นิทีน L-Carnitine</title>
		<link>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%99-l-carnitine/</link>
		<comments>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%99-l-carnitine/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Feb 2011 03:27:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pharmaway</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[L-Carnitine]]></category>
		<category><![CDATA[แอลคาร์นิทีน]]></category>
		<category><![CDATA[แอลคาร์นิทีน L-Carnitine]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.pharmaway.co.th/?p=75</guid>
		<description><![CDATA[แอลคาร์นิทีน คือ อะไร ? แอล-คาร์นิทีน เป็นชื่อของสารตัวหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นในร่างกายของเรานี่เอง โดยสร้างขึ้นมาจากกรดอะมิโน 2 ตัว คือ ไลซีน (lysine) และเมไทโอนีน (methionine) และแอล-คาร์นิทีนในร่างกายของเราก็ถูกใช้ไปในหน้าที่ต่างๆ หลายอย่าง เช่น เข้าไปช่วยเพิ่มกระบวนการใช้ไขมัน (fat) โดยการขนส่งกรดไขมัน (fatty acid) เข้าไปในไมโทคอนเดรีย (ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการสร้างพลังงานของเซลล์) หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ แอล-คาร์นิทีนช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนกรดไขมันไปเป็นพลังงานนั่นเอง ประโยชน์ของแอลคาร์นิทีน 1. แอลคาร์นิทีนทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ (triglycerides) อยู่ในระดับที่ต่ำ และช่วยเพิ่มระดับ HDL-คลอเรสเตอรอล ในเลือด 2. แอลคาร์นิทีนยังช่วยป้องกันโรคหัวใจ โดยมีผลทำให้สุขภาพโดยรวมของหัวใจดีขึ้น และช่วยป้องกันการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวด้วย (ซึ่งเป็น 1/3 ของสาเหตุที่ทำให้คนเป็นโรคหัวใจตาย) 3. แอลคาร์นีทีนทำให้เราแก่ช้าลง ที่คาร์นิทีนทำให้แก่ช้าลงได้ ก็เพราะเหตุผลที่ว่า เซลล์ในร่างกายของเราทุกๆ เซลล์ ไม่ว่าจะเป็นเซลล์สมอง เซลล์จากระบบภูมิคุ้มกัน เซลล์จากหัวใจ หรือเซลล์จากที่อื่นๆ ในร่างกาย ทั้งหมดจะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff6600;">แอลคาร์นิทีน คือ อะไร ?<br />
</span>แอล-คาร์นิทีน เป็นชื่อของสารตัวหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นในร่างกายของเรานี่เอง โดยสร้างขึ้นมาจากกรดอะมิโน 2 ตัว คือ ไลซีน (lysine) และเมไทโอนีน (methionine) และแอล-คาร์นิทีนในร่างกายของเราก็ถูกใช้ไปในหน้าที่ต่างๆ หลายอย่าง เช่น เข้าไปช่วยเพิ่มกระบวนการใช้ไขมัน (fat) โดยการขนส่งกรดไขมัน (fatty acid) เข้าไปในไมโทคอนเดรีย (ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการสร้างพลังงานของเซลล์) หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ แอล-คาร์นิทีนช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนกรดไขมันไปเป็นพลังงานนั่นเอง</p>
<p><span style="color: #ff6600;">ประโยชน์ของแอลคาร์นิทีน</span><br />
1. แอลคาร์นิทีนทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ (triglycerides) อยู่ในระดับที่ต่ำ และช่วยเพิ่มระดับ HDL-คลอเรสเตอรอล ในเลือด<br />
2. แอลคาร์นิทีนยังช่วยป้องกันโรคหัวใจ โดยมีผลทำให้สุขภาพโดยรวมของหัวใจดีขึ้น และช่วยป้องกันการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวด้วย (ซึ่งเป็น 1/3 ของสาเหตุที่ทำให้คนเป็นโรคหัวใจตาย)</p>
<p>3. แอลคาร์นีทีนทำให้เราแก่ช้าลง ที่คาร์นิทีนทำให้แก่ช้าลงได้ ก็เพราะเหตุผลที่ว่า เซลล์ในร่างกายของเราทุกๆ เซลล์ ไม่ว่าจะเป็นเซลล์สมอง เซลล์จากระบบภูมิคุ้มกัน เซลล์จากหัวใจ หรือเซลล์จากที่อื่นๆ ในร่างกาย ทั้งหมดจะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อ ได้รับพลังงานเพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการของเซลล์แต่ละชนิด และคาร์นิทีนนี่เองที่เข้าไปช่วยทำให้เซลล์มีอายุยืนนานขึ้น</p>
<p>4. แอลคาร์นิทีนช่วยทำให้น้ำหนักลด กล้ามเนื้อและหุ่นกระชับขึ้น จากการที่แอล-คาร์นิทีนช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนกรดไขมันไปเป็นพลังงาน ไขมันที่สะสมในร่างกายจึงลดลง และผอมลง</p>
<p>มีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่สนับสนุนผลการลดไขมันสะสมของคนอ้วน โดยการศึกษาดังกล่าว นักวิจัยได้ให้แบ่งวัยรุ่นที่อ้วนเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้รับประทาน L-carnitine ขนาด 2 g/วัน อีกกลุ่มได้ยาหลอก (Placebo) โดยทั้งสองกลุ่มถูกจำกัดอาหารให้มีแคลอรี่เท่าๆกัน และมีการออกกำลังกายขนาดปานกลางเหมือนกัน หลังจากนั้น 3 เดือน<br />
ต่อมาจึงทำการวัดน้ำหนักตัวอีกครั้ง พบว่ากลุ่มที่ได้รับ L-carnitine น้ำหนักตัวลดลงเฉลี่ย 11 ปอนด์ ขณะที่อีกกลุ่มลดลงเฉลี่ยไม่ถึง 2 ปอนด์ และปริมาณไขมันในกระแสเลือดก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>5. แอลคาร์นีทีนทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น</p>
<p>6. แอลคาร์นิทีนช่วยเพิ่มระดับพลังงานของร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ ค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บหรือเกิดความเสียหายใดๆ กับร่างกาย เหมือนกันที่พบในสารสกัดจากพืชสกุล Ephedra (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ของกระทรวงอาหารและยาของอเมริกา ในเอกสารอ้างอิงครับ)<br />
7. แอลคาร์นิทีนช่วยให้ความสามารถในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น มีความทนทานมากขึ้น และป้องกันเนื้อเยื่อไม่ให้เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากปริมาณออกซิเจนใน เซลล์ไม่เพียงพอ</p>
<p>8. คาร์นิทีนช่วยในการทำงานของตับ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของเราด้วย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pharmaway.co.th/2011/02/%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%99-l-carnitine/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

